Loading...
Home » » #สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่ง แผ่นดินสยามประเทศที่ร่มเย็น.

#สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่ง แผ่นดินสยามประเทศที่ร่มเย็น.



“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เสด็จขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๑๐ แห่ง แผ่นดินสยามประเทศ ในพระบรมวงค์จักรี โดยตามกฎมณเฑียรบาล เมื่อตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี ที่ ๑๓ ตุลาคม ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๙ ตรงกับปีวอก ที่จุลศักราช ๑๓๗๘ มหาศักราช ๑๙๓๘ ในรัชสมัยรัตนโกสินทร์ศก ๒๓๕ เป็นวันที่ ๑ ปีที่ ๑ ของรัชกาลปัจจุบัน


พสกนิกรทั้งหลายในสยามประเทศจงพึ่งเถิด เราจะไม่เรียกคำว่า “พระบาท” นำหน้าพระนาม “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระองค์ใหม่ จนกว่าจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเกิดขึ้น และเมื่อมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว
ก็ถือเป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ตั้งแต่บัดนั้น และพสกนิกรทั้งหลายจงนับวันที่ ๑ ปีที่ ๑ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” แห่งรัชกาลที่ ๑๐ ทั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี ที่ ๑๓ ตุลาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๙ บัดนี้เป็นต้นไป

ย้อนไปในรัชสมัยหลังเสร็จสิ้นมหาสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปีพระพุทธศักราช ๒๔๘๘ ถัดมาอีกปีหนึ่ง ในวันที่ ๙ มิถุยายน พระพุทธศักราช ๒๔๘๙ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล” สวรรคตอย่างกระทันหัน ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง

จึงเป็นเหตุให้สยามประเทศต้องว่าง ตำแหน่งพระเจ้าแผ่นดินลง ในขณะนั้นวันเดียวกันที่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล” สวรรคต ทำให้ รัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์อัญเชิญ “สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช” ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ เป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” แห่งรัชกาลที่ ๙ นับเป็น วันที่ ๑ ปีที่ ๑ ของรัชกาลปัจจุบัน ในขณะนั้น
จากนั้น”สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ไร้คำว่า “พระบาท” นำหน้าพระนาม เป็นเวลา ๔ ปี เพื่อรอถวายพระเพลิง พระบรมศพ สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ ก็ถึงเวลาที่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” เสด็จพระราชดำเนินกลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซาน เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยเปลี่ยนคณะเดิม จาก คณะวิทยาศาสตร์ เป็น คณะสังคมศาสตร์ นิติศาสตร์ และ รัฐศาสตร์ เดิมที “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงครองราชสมบัติ แต่ในช่วงการจัดงานพระบรมศพของพระบรมเชษฐาเท่านั้น เพราะยังทรงพระเยาว์และไม่เคยเตรียมพระองค์ในการเป็นพระมหากษัตริย์มาก่อน ก็เกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น ในขณะที่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ ก็ทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนว่า “ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน”
จึงทรงนึกตอบในพระราชหฤทัยว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”

ซึ่ง”สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” ได้ทรงตระหนักในหน้าที่พระมหากษัตริย์ของพระองค์ ดังที่ได้ตรัสตอบชายคนเดิมนั้นในอีก ๒๐ ปีต่อมา
เมื่อพระองค์เล่าเรียนจนจบ และเสด็จนิวัตสยามประเทศ เป็นการถาวร และต่อมาใน วันที่ ๕ พฤษภาคม ปีพระพุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง
และเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

“พระบาทสมเด็จ พระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร”
พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”


บัดนี้ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” รัชกาลที่ ๙ เสด็จสวรรคตแล้ว ขอ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” รัชกาลใหม่ ทรงพระเจริญ

Cr. http://taghr.net/2016/11/28/45-261/

Loading...

Popular Posts